วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



การทำป๊อบอัพ

กฏหมายการทำบัตรประชาชน

กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน

 
 กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชนเป็นบัตรซึ่งใช้แสดงว่าตนเป็นคนไทย ผู้มี สัญชาติไทยเท่านั้น ที่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน คนต่างด้าวไม่มีสิทธิมีบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวประชาชน จะระบุชื่อและนามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านและรูปถ่ายของผู้ถือบัตร บัตรประจำตัวประชาชนจึงมีประโยชน์ ในการติดต่อกับทางราชการและธุรกิจที่ต้องการหลักฐานการแสดงตน อายุ และภูมิลำเนาของผู้ถือบัตรด้วย กฎหมายที่ใช้ บังคับเกี่ยวกับบัตรประจำตัวประชาชน ได้แก่ พระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
             ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน โดยต้อง ไปยื่นคำขอทำบัตรประจำตัวประชาชน ณ สำนักงานเขต หรือที่ว่าการอำเภอ หรือที่ทำการกิ่งอำเภอท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านภายใน 90 วัน นับแต่วันที่มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ไปทำบัตรประจำตัวประชาชนภายในกำหนดเวลา ดังกล่าวย่อมมีความผิด อย่างไรก็ตาม บุคคลบางประเภทได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน เช่น ทหารกอง ประจำการ ข้าราชการ ตำรวจ ภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ผู้มีกายพิการเดินไม่ได้ หรือเป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ และผู้อยู่ในที่คุมขัง โดยชอบด้วยกฎหมาย
             สำหรับผู้ที่มีบัตรประจำตัวประชาชนนั้น บัตรประจำตัวประชาชนใช้ได้ 6 ปี นับแต่วันออกบัตร ซึ่งในบัตรประจำตัว ประชาชนจะระบุวันที่ออกบัตรและวันที่บัตรหมดอายุไว้ เมื่อบัตรหมดอายุแล้วจะต้องขอเปลี่ยนบัตรใหม่ภายใน 90 วัน นับแต่ วันที่บัตรหมดอายุ มิฉะนั้นจะมีความผิด                          
             อย่างไรก็ตามผู้ถือบัตรที่มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ไม่ต้องขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนฉบับใหม่ บัตรประจำตัว ประชาชนฉบับเดิมยังคงใช้ได้ตลอดชีวิต อนึ่ง ถ้าบัตรประจำตัวประชาชนหาย หรือถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ผู้ถือ บัตรจะต้องขอมีบัตรใหม่หรือขอเปลี่ยนบัตรใหม่ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บัตรนั้นหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด และถ้าผู้ถือบัตร เปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อตัว และชื่อสกุล จะต้องแจ้งการเปลี่ยนชื่อนั้นๆต่อนายทะเบียนท้องที่เพื่อขอทำบัตรประชาชน ฉบับใหม่ ภายใน 90 วัน ผู้ถือบัตรจะต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไว้พร้อมที่จะแสดงต่อ เจ้าพนักงานตลอดเวลา หากไม่อาจ แสดงได้ในเมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตร ขอตรวจย่อมมีความผิด 
             สมาร์ทการ์ด : บัตรอเนกประสงค์สำหรับวันนี้และอนาคต
             สมาร์ทการ์ด (Smart Card) คืออะไร
             สมาร์ทการ์ด (Smart Card) คือ บัตรประจำตัวประชาชนอเนกประสงค์ ที่แสดงว่าเป็นคนไทย โดยพัฒนาระบบมาจากบัตรประจำตัวประชาชนแบบแถบแม่เหล็ก เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นแนวความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะให้ประชาชนใช้บัตรเพียงใบเดียวแทนบัตรประเภทต่างๆ ที่รัฐออกให้ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อประชาชนในการพกพา และเป็นการประหยัดงบประมาณของรัฐ ในการออกบัตรประเภทต่างๆตลอดจนให้เกิดความเป็นมาตรฐานเดียวกัน (One Standard) ในสังคมไทย บัตรนี้มีการฝังชิพคอมพิวเตอร์(Computer Chip) ไว้ภายในบัตร โดยที่ตัวชิพดังกล่าวนี้ ภายในบรรจุข้อมูลต่างๆ ไว้ในรูปแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกรรมวิธีที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีเยี่ยม

บัตรสมาร์ทการ์ด ดีกว่า บัตรประจำตัวประชาชน ดังต่อไปนี้
             1. พิสูจน์แล้วว่ามีความไว้วางใจได้ดีกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็ก
             2. สามารถเก็บสะสมข้อมูลได้มากกว่าบัตรที่ใช้แถบแม่เหล็กเป็นร้อยๆเท่า
             3. ลดโอกาสที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวและป้องกันการปลอมแปลงด้วยระบบที่ซับซ้อน
             4. สามารถเปลี่ยนมือและนำกลับมาใช้ใหม่ได้
             5. ทำงานด้วยเทคโนโลยีเซมิคอนคัคเตอร์ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว
             6. สามารถประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาต่างๆได้ เช่น เครื่องโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์ กระเป๋าหิ้ว
             7. มีอายุการใช้งานนาน 7 ปี และสามารถติดต่อขอทำบัตรใหม่ได้ ภายใน 15 นาที ทั่วประเทศด้วยระบบเชื่อมโยง (Online) โดยไม่ต้องเดินทางไปสำนักทะเบียนที่มีชื่อปรากฏอยู่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน และไม่ต้องเตรียมเอกสารใดๆไป
             8. ประหยัดงบประมาณของรัฐในการสร้างฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานซึ่งอาจซ้ำซ้อนกัน เพราะข้อมูลของแต่ละ บุคคลได้รับการออกแบบระบบให้เชื่อมโยงใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนตามที่เจ้าของบัตร อนุญาต อีกทั้งประหยัดงบประมาณในการจัดทำบัตรประเภทต่างๆ ของแต่ละหน่วยงาน
            9. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาของเจ้าของบัตรในการไปติดต่อราชการ หรือการถ่ายสำเนาประกอบหลักฐานต่าง ๆ เพราะไม่ต้องใช้สำเนาอีกต่อไป
            10. ใช้แทนบัตรประเภทต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ บัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิต บัตรประจำตัวผู้ป่วย บัตร ประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ใบขับขี่ บัตรประกันสังคม หนังสือเดินทาง(Passport) ทั้งในและต่างประเทศ หนังสือผ่านแดน(Border Pass) ฯลฯ
            11. ใช้ในการพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลที่ถูกต้องเชื่อถือได้ ด้วยลายพิมพ์นิ้วมือ เพราะลักษณะลายพิมพ์นิ้วมือของ แต่ละบุคคล จะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน และการใช้ระบบเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นดัชนีกลาง
            12. ใช้เป็นรหัสเข้าไปตรวจสอบรายการข้อมูลส่วนบุคคลและคัดรับรองสำเนาตนเองได้ทางอินเตอร์เน็ต หรือเครื่อง บริการอเนกประสงค์หรือตู้ MPM (Multi Purpose Machine)
ด้านหน้า
            ประกอบด้วยชื่อ นามสกุล ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ที่อยู่ของผู้ถือบัตร สถานที่ออกบัตร วันที่บัตรหมดอายุ รหัสบาร์โค้ด และเลขรหัสเฉพาะสำหรับระบบความปลอดภัย 
ด้านหลัง

แบบทดสอบ หน้าทีพลเมือง

แบบทดสอบ  หน้าที่พลเมืองhttp://goo.gl/forms/dVs2rCIgLm